www.phrachaokrungthon.com

วัดในกลาง บ้านแหลมเพชรบุรี

วัดในกลาง เดิมชื่อวัดกลางสนมจัน เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร นับอายุความเก่าแก่ จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ (พุทธศักราช ๒๕๕๒) อายุราว ๒๓๐ ปีเศษ วัดในกลางตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเพชรบุรี เลขที่ ๒๑๗ ถนนสุขาภิบาล หมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี มีเนื้อที่จำนวน ๔๑ ไร่ ๒ งาน ๙๖ ตารางวา ทิศเหนือติดถนนสุขาภิบาล และโรงเรียนวัดในกลาง ทิศตะวันออกติดที่ว่าการอำเภอบ้านแหลม ทิศใต้ติดกับบ้านเรือนของชาวบ้าน และทิศตะวันตกติดคูน้ำ ถัดจากคู่น้ำเป็นแม่น้ำเพชรบุรี วัดในกลางสังกัดวัดมหานิกาย โดยมีพระครูสิริวชิรธรรม เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

วัดในกลางแห่งนี้ มีความสำคัญ และมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช อย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นนิวาสสถานเดิมของกรมสมเด็จพระเทพามาตย์ พระราชชนนีพันปีหลวง หรือนางนกเอี้ยง พระชนนีในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช หากแต่วันนั้นไม่มีครอบครัวของนางนกเอี้ยง ไม่มีนางนกเอี้ยง ซึ่งเป็นชาวบ้านแหลมแล้วไซร์ พระมหาวีรบุรุษยอดอัจฉริยะจะบังเกิดมาได้แต่ไหนเล่า และประเทศไทยจะยังคงมีอยู่บนแผนที่โลกหรือไม่ วันนี้คนไทยทุกคน ทุกตระกูล รวมถึงมวลมนุษยชาติหลากเชื้อต่างศาสนาที่ได้อาศัยแผ่นดินที่องค์พระมหาราชเจ้าทรงกอบกู้ อยู่อาศัยทำมาหาเลี้ยงชีพชอบ จนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวบ้านแหลม ชาวเพชรบุรี และชาวไทยทุกคนทุกตระกูล ณ โอกาสนี้ ในฐานะข้าของแผ่นดิน ขอน้อมจิตรรำลึกถึงคุณงามความดีทั้งหมดทั้งปวง ของกรมสมเด็จพระเทพามาตย์ พระราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยพระญาติวงศ์วาร และชาวบ้านแหลม อย่างไม่รู้ลืม ตลอดชั่วกัลปาวสาน และใคร่เขียนเรื่องราวในประวัติศาสตร์บางช่วงตอน เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านสืบต่อไป

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เกิดศึกสงครามพม่าเข้าปิดล้อมกรุงศรีอยุธยา นางนกเอี้ยงได้หนีภัยสงครามกลับมาอยู่กับญาติที่บ้านแหลม ตำบลบางครก แขวงเมืองเพชรบุรี (ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี) เพื่อไม่ให้พระยาวชิรปราการ (สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช) บุตรชายเป็นห่วง เพราะสถานการณ์ชาติในขณะนั้น ไม่ได้หลงเหลือความไว้วางใจว่าจะต้านศึกศัตรูรักษาแผ่นดินเอาไว้ได้ การสู้รบ

อาจติดพันยืดเยื้อ ข้าราชการ และราษฎรเป็นล้มหายตายจากด้วยเหตุแห่งนี้จำนวนมากอย่างแน่นอน นางนกเอี้ยงจึงตัดสินใจหนีภัยสงครามกลับสู่มาตุภูมิ หมายให้พระยาวชิรปราการหมดห่วงกังวล พร้อมกระทำภารกิจเพื่อชาติเต็มกำลังสุดความสามารถ ณ เวลานั้นพระยาวชิรปราการเอง ก็ไม่ทราบชะตากรรมของบุคคลในครอบครัว ว่าอยู่ที่ไหน เป็นตายร้ายดีประการใดบ้าง หากแต่ชีวิต และจิตใจทั้งหมดทั้งมวลได้พลีแด่ชาติแผ่นดินไปแล้ว

หลังจากพระยาวชิรปราการ ประเมินสถานการณ์ความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนั้น คิดว่ากรุงศรีอยุธยาคงไม่รอดเงื้อมมือพม่าข้าศึกเป็นแน่ จึงรวบรวมไพร่พลได้ราว ๑,๐๐๐ คน พร้อมด้วยหลวงพิชัยอาสา และนายทหารผู้ใหญ่ ได้แก่ พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงพิชัยราชา หลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี หมื่นราชเสน่หา กับขุนหมื่นผู้น้อยอีกจำนวนหนึ่ง ทิ้งค่ายวัดพิชัย ตีฝ่าวงล้อมทหารพม่า มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก สู่เมืองจันทบูร (จันทบุรี) ครั้นรวบรวมกำลังไพร่พลได้เป็นปึกแผ่นมั่นคงดี คาดการณ์แล้วว่า สามารถเอาชนะข้าศึก กอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าได้แน่ แต่หากยังเห็นว่าถ้ายกทัพเรือใหญ่มายังกรุงศรีอยุธยา จำเป็นจะต้องใช้เรือสำเภาอีกจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นช่วงฤดูมรสุม พระเจ้าตากสิน (ขณะพักทัพอยู่ที่เมืองระยอง บรรดาทหารไพร่พล และราษฎร พร้อมใจกันสถาปนาพระยาวชิรปราการขึ้นเป็นพระเจ้าตาก พร้อมกับสร้อยชื่อตามหลังพระยศเป็นพระเจ้าตากสิน นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา)จึงจำเป็นต้องหยุดพักทัพชั่วคราว ขณะพำนักอยู่เมืองจันทบูร ได้ให้ช่างจีนต่อเรือรบได้จำนวนร้อยลำเศษ (สันนิษฐานว่าอู่ต่อเรือพระเจ้าตากสิน น่าจะอยู่ที่บ้านเกาะเสม็ดงาม ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี)

ในขณะที่หยุดพักเพื่อทำการต่อเรืออยู่ที่เมืองจันทบูร นายสุดจินดา หุ้มแพร ในสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ (นายบุญมา หรือสมเด็จพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช) ได้รับคำแนะนำจากพี่ชาย (หลวงยกบัตร (ด้วง) เจ้าเมืองราชบุรี ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ต้นราชวงศ์จักรี) ว่าให้ไปพบพระยาตาก (ตำแหน่งเจ้าเมืองตากเดิมก่อนเลื่อนขึ้นเป็นพระยาวชิรปราการ) ที่เมืองชลบุรี แต่ก่อนที่จะไปนั้น ขอให้ไปรับมารดาพระยาตาก ซึ่งหนีภัยสงครามกลับไปอยู่กับญาติที่บ้านเดิม คือบ้านแหลม ตำบลบางครก แขวงเมืองเพชรบุรี (ชุมชนบ้านในกลาง ซอยเทศบาล ๑๓ / ๑ อยู่ใกล้กับวัดใน

กลาง และวัดศรีษะคราม ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี) ไปถวายพระยาตาก พระยาตากจะยินดีเป็นล้นพ้น พร้อมกันนั้นได้ฝากแหวนพลอยไพฑูรย์ ๑ วง พลอยบุศราคัมน้ำทอง ๑ วง และดาบคร่ำทองของโบราณ ๑ ด้าม และได้สั่งกำชับว่าดาบนั้นเป็นของตนมอบให้พระยาตาก ส่วนแหวน ๒ วงนั้นเป็นของเมียฝากไปเป็นเครื่องรำลึกถึงเวลากันดารยากแค้น เมื่อสั่งเสียล่ำลากันเสร็จแล้ว นายสุดจินดา(บุญมา) จึงรีบเดินทางไปยังเมืองเพชรบุรี เพื่อรับมารดาพระยาตาก (พระเจ้าตากสิน) แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองชลบุรี แต่ไม่พบพระยาตาก จึงเร่งเดินทางต่อไปยังเมืองจันทบูร และได้เข้าพบพระยาตาก (พระเจ้าตากสิน) ที่อู่ต่อเรือเมืองจันทบูรนั่นเอง พระเจ้าตากสินทรงพอพระทัยเป็นอันมากที่ทรงเห็นพระมารดาทรงปลอดภัยดี ส่วนนายสุดจินดา (บุญมา) ผู้อาสาได้รับความดีความชอบในทันที ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นายสุดจินดา (บุญมา) ดำรงตำแหน่งพระมหามนตรี

ครั้นทรงกอบกู้บ้านเมืองสำเร็จ (วันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๑๐) ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๑๑ ตรงกับวันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีชวด นพศก จุลศักราช ๑๑๒๙ พระเจ้าตากสินทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ ๘หรือสมเด็จพระ บรมรามาที่ ๔ หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช (พระชนม์ ๓๔ พรรษา) แต่ประชาชนยังนิยมเรียกพระองค์ ในตำแหน่งเดิมว่า พระเจ้าตากสิน และได้ทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ขึ้น พระราชทานนามว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ส่วนนางนกเอี้ยงพระมารดา สถาปนาขึ้นเป็นพระชนนี ทรงพระนามว่ากรมสมเด็จพระเทพามาตย์ พระราชชนนีพันปีหลวง

หลังจากกรมสมเด็จพระเทพามาตย์ พระราชชนนีพันปีหลวง ทิวงคต (สิ้นพระชนม์)ในปลายปีพุทธศักราช ๒๓๑๗ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย ฉศก จุลศักราช ๑๑๓๖ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ทรงโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าน้านางเธอ กรมหลวงเทวินทร์สุดา และพระยาธิเบศร์บดี เป็นผู้ดูแลควบคุมการก่อสร้างวัดที่บ้านแหลม ซึ่งเป็นชาติภูมิ (ถิ่นกำเนิด) ของกรมสมเด็จพระเทพามาตย์ พระราชชนนีพันปีหลวง เป็นการอุทิศบุญกุศลถวาย โดยพระองค์ได้พระราชทานศาสนสถาน ศาสนวัตถุที่มีความงดงาม และทรงคุณค่ามากมาย เพื่อให้เป็นเกียรติประวัติ และเป็นสถานที่ ที่ควรค่าแก่การจดจำจากรุ่นสู่รุ่นสืบต่อไป

อันที่จริงที่บ้านแหลมนั้นมีวัดคู่บ้านอยู่แล้ว ชื่อวัดใน หรือวัดหัวบ้าน ปัจจุบันเรียกวัดศรีษะคราม และเมื่อครั้งกรมสมเด็จพระเทพามาตย์ พระราชชนนีพันปีหลวง หรือนางนกเอี้ยงหนีภัยสงครามมาอยู่บ้านแหลม ได้มาทำบุญที่วัดแห่งนี้เป็นประจำ รวมถึงฟังเทศน์ ปฎิบัติธรรมด้วย

จากคำบอกเล่า วัดในกลาง หรือวัดกลางสนมจัน ไม่ชื่อวัดที่ทรงโปรดฯพระราชทาน เป็นแต่เพียงชาวบ้านทึกทักเรียกกันเอง ส่วนชื่อแรกเริ่มเดิมที่นั้น คาดว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อวัดอย่างแน่นอน แต่ ณ เวลานี้ ไม่สามารถค้นหาหลักฐาน สิ่งประกอบอื่นมาระบุชี้ชัด หรือสนับสนุนให้เห็นเค้าโครง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะวัดแห่งนี้มีความสำคัญต่อองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช พระผู้กอบกู้แผ่นดินไทยให้เป็นเอกราช มากมายเสียเหลือเกิน

สืบที่มา คนรุ่นเก่าได้เล่าฝากต่อกันมาพอจำความได้ว่า วัดนี้ชาวบ้านเรียกวัดกลางสนมจัน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมูลเหตุมาจากลักษณะของสถานที่ตั้ง เพราะวัดตั้งอยู่ใจกลางชุมชน หรือกลางบ้านเรือนราษฎร และอีกมูลเหตุหนึ่ง เนื่องมาจากผู้ดูแลควบคุมการก่อสร้างวัดแห่งนี้ คือพระเจ้าน้านางเธอ กรมหลวงเทวินทร์สุดา นามเดิมชื่อจัน ซึ่งมีถิ่นกำเนินอยู่ที่บ้านแหลม เป็นพระขนิษฐาในกรมสมเด็จพระเทพามาตย์ พระราชชนนีพันปีหลวง หรือนางนกเอี้ยง พระชนนีในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ชาวบ้านเห็นว่านางจันเข้าไปอยู่ในรั้วในวัง จึงเข้าใจว่านางจันเป็นพระสนม และพากันเรียกว่าสนมจัน เมื่อนำมูลเหตุทั้งสองมารวมเข้าด้วยกัน จึงเกิดเป็นชื่อวัดกลางสนมจัน แต่ต่อมาภายหลังชาวบ้านได้พากันเรียกชื่อวัดเพี้ยนไปเป็นวัดกลางสนามจันทร์ และมาจบตรงชื่อวัดในกลาง จนถึงปัจจุบัน

ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี วัดในกลางถูกยกขึ้นชั้นพระอารามหลวง ซึ่งเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และทรงเป็นองค์อุปถัมภก ศาสนวัตถุจึงเพียบพร้อม และวิจิตรงดงามทรงคุณค่า อาทิ พระอุโบสถ หลวงพ่อสุโขทัย หรือหลวงพ่อใหญ่ ศาลาการเปรียญ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสน สมัยสุโขทัย สมัยอู่ทอง (พุทธรูปปางสะดุ้งมารสมัยอู่ทอง ถูกโจรกรรมไปเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๙) จิตรกรรมภาพเขียน ธรรมาสน์ หอระฆัง และเจดีย์

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด

๑. พระอุโบสถ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของวัด สร้างขึ้นใหม่เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ แทนของเดิมที่ทรุดโทรมลงไป พระอุโบสถหลังเดิมยาว ๔ ห้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ฐานก่ออิฐถือปูน ฝาเป็นไม้ หลังคาจั่วทำซ้อนลด ๒ ชั้น มีกันสาด และมีเสาพะไลไม้กลมรองรับชายคาโดยรอบ

๒. ศาลาการเปรียญ นับเป็นมรดกอันล้ำค่า เป็นไฮไลท์ของวัดในกลาง และเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาชาวบ้านแหลมอย่างหาที่สุดไม่ได้ กล่าวคือแต่เดิมเป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าท้ายสระ เป็นไม้สักทั้งหลัง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ทรงโปรดเกล้าฯให้รื้อถอนจากอยุธยามาปลูกสร้างที่วัดในกลาง ได้รับการบูรณะโดยถอดชิ้นส่วนเดิมมาซ่อมแซมแล้วประกอบขึ้นมาใหม่ตามแบบเดิม ลักษณะสถาปัตยกรรมบางอย่างใกล้เคียงกับศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี ก่อสร้างแบบโบราณใช้ลูกสลักเป็นเดือยในการยึดไม้ บางส่วนใช้ตะปูจีน เสา ๘ เหลี่ยม จำนวน ๗ ห้อง หลังคาซ้อน ๒ ชั้น มีมุขโถง มีคันทวยแกะสลักสวยงามเป็นรูปหัวนาครองรับชายคา ซึ่งคันทวยหัวนาคของศาลาการเปรียญวัดในกลางนั้น เป็นที่ยอมรับกันว่า มีรูปแบบและลวดลายการแกะสลักที่อ่อนช้อย งดงามและวิจิตรบรรจง มีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และสง่างามมาก

เมื่อประมาณ ๘๐ ปี ในสมัยที่หลวงพ่ออั๋น เป็นเจ้าอาวาส ศาลาการเปรียญได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยได้เปลี่ยนวัสดุมุงจากกระเบื้องกาบูมาเป็นกระเบื้องซีเมนต์หางเหยี่ยว หลังจากนั้นสภาพอาคารชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก ทางวัดจึงได้ทำการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งหมดใน พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยคงฝาผนัง คันทวยและเครื่องบนของเดิมเอาไว้ แต่เปลี่ยนเสาอาคารใหม่เกือบทั้งหมด และเปลี่ยนกลับมามุงกระเบื้องกาบูตามแบบเดิม รวมทั้งดีดอาคารให้สูงขึ้นจากเดิมราว ๐.๕๐ เมตร สี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว ๕ ห้อง รายล้อมด้วยทิวเสาคู่กลางประธาน ภายในอาคารหน้าตัดแปดเหลี่ยม ๒ แถว เสาแต่ละต้นประดับด้วยภาพจิตรกรรม

นอกจากนี้ยัง ทำศาลาขวางขึ้นใหม่ ๒ หลังแทนที่ของเดิมที่รื้อออกไปและทำศาลาทางเข้าด้านทิศเหนือเพิ่มอีก ๒ หลัง หลังจากนั้นวัดก็ขาดการดูแล ทิ้งช่วงนานเป็นเวลาหลายปี ส่งผลทำให้ศาลาการเปรียญตกอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม พระมหาสมยศ ฐิติ

โก (พระครูสิริวชิรธรรม) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน พร้อมด้วยคณะสงฆ์ และศรัธาญาติโยมชาวบ้านแหลม ได้รับการสนับสนุนจากกรมศิลปากร โดยสำนักงานโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑ ราชบุรี ได้ทำการซ่อมบูรณะใหม่ตามเจตนาเดิมของพระครูวชิรคุณาธาร (หลวงพ่อเพชร) เจ้าอาวาสองค์ก่อน ซึ่งท่านได้เตรียมเสา และไม้ไว้แล้ว ปัจจุบันการซ่อมบูรณะใกล้แล้วเสร็จ เหลือเพียงเก็บรายละเอียดในบางส่วนเท่านั้น ศาลาการเปรียญวัดในกลางได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยประกาศลงไว้ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไปเล่มที่ ๑๑๗ ตอนพิเศษ ๑๐๓ ง ลงวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

๓. หลวงพ่อสุโขทัย หรือหลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านตำบลบ้านแหลม และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก แต่เดิมประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถหลังเก่า

ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ พระครูวชิรคุณาธาร (หลวงพ่อเพชร) และนายพฤธิพงศ์ ชัยะโสตถิ นายอำเภอบ้านแหลมในสมัยนั้น ได้ร่วมกันอัญเชิญ หลวงพ่อสุโขทัย ออกจากอุโบสถหลังเก่าซึ่งตามองค์พระมีปูนขาวจับติดอยู่เป็นจำนวนมากจนไม่สามารถเห็นเนื้อขององค์พระได้ จึงได้ทำการขัดเอาปูนขาวออก จึงได้เห็นองค์จริงที่ งดงามมาก เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์อันเป็นฝีมือช่างชั้นครู ปางมารวิชัย เนื้อสำริด หน้าตักกว้าง ๒๙ นิ้ว อายุประมาณ ๗๐๐ กว่าปี จึงได้นำมาประดิษฐานบนวัดเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชา เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านแหลมต่อมา

๔. ธรรมาสน์ เดิมภายในศาลาการเปรียญมีธรรมาสน์หลังคายอดบุษบก คงเหลือแต่ส่วนยอด ปัจจุบันได้รับการซ่อมแซมบูรณะขึ้นมาใหม่ โดยมีรูปลักษณะแบบอย่างธรรมาสน์ทั่วไป คือมีรูปทรงสี่เหลี่ยม สลักเสลาลวดลายไว้ในแต่ละส่วนด้วยฝีมือช่างพื้นบ้าน มีฐานทั้งหมด ๙ ชั้น ส่วนบนสุดเป็นหลังคาซ้อนลดหลั่นกันเป็นช่อชั้น ด้านหน้าธรรมาสน์ มีบันไดนาคสำหรับพระสงฆ์ขึ้นไปแสดงธรรม ปัจจุบันตั้งไว้ภายในศาลาการเปรียญ

๕. ภาพจิตรกรรม ด้วยทิวเสาคู่กลางประธานภายในอาคารหน้าตัดแปดเหลี่ยม ๒ แถว เสาแต่ละต้นประดับภาพจิตรกรรมเขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาว ใช้สีขาว เขียว ดำ แดงเสนและปิดทอง เขียนเรื่องพระอดีตพระพุทธเจ้า และเรื่องชาดก มีตัวอักษรกำกับภาพทุกตอน ตลอดแนวฝา ปัจจุบันภาพเหล่านั้น ได้ลบเลือนไปตามกาลเวลา ส่วนที่พอ

เห็นเค้าโครงเหลือน้อยนัก ขณะนี้ภาพต่าง ๆ ได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในกุฏิสงฆ์ เพื่อรอการซ่อมแซมบูรณะในกาลต่อไป

๖. หอระฆัง ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในศาสนวัตถุที่สำคัญยิ่งของวัดเมื่อครั้งในอดีตกาล ทั้งนี้เนื่องจากในสมัยก่อน การรับรู้เรื่องเกี่ยวกับเวลายังไม่เป็นที่แพร่หลายดีเช่นในปัจจุบัน หอระฆังจึงเป็นหออาณัติประจำวัดที่คอยให้สัญญาณแก่ภิกษุสงฆ์ และสามเณรได้พึงทราบถึงเวลาสำหรับปฏิบัติสมณกิจโดยพร้อมเพรียงกัน และนอกจากนี้ก็ยังได้เอื้อประโยชน์ต่อชุมชนรอบวัดที่อาศัยฟังเสียงของระฆังเพื่อจะได้ทราบเวลาอีกด้วย หอระฆังวัดในกลาง มีรูปทรงลักษณะเป็นห้องโถงโล่ง ๔ เหลี่ยม ส่วนบนมีชั้นซ้อนลดหลั่นกัน ผนังเจาะเป็นช่องทั้ง ๔ ด้าน และตรงกลางใช้เป็นที่แขวนระฆัง ที่กล่าวลักษณะมาทั้งหมดคือหอระฆังที่เห็นในปัจจุบัน แต่ได้รับคำยืนยันจากทางวัดว่ายังคงเป็นเค้าโครงลักษณะหอระฆังเดิม ทุกวันนี้หอระฆังไม่ได้ใช้ประโยชน์ดังครั้งก่อนแล้ว เป็นแค่องค์ประกอบส่วนหนึ่งของวัดเท่านั้น

๗. เจดีย์ ตั้งอยู่หลังพระอุโบสถหลังเก่า มีจำนวน ๓ องค์ ลักษณะเจดีย์นั้น เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ไม่ได้มีลวดลายวิจิตรบรรจง คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือช่างพื้นบ้าน ขนาดของเจดีย์ก็มีความแตกต่างกัน และไม่มีใครทราบว่าเจดีย์ทั้ง ๓ ก่อสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อันใด บ้างก็เล่าว่าภายในเจดีย์มีการสร้างพระพุทธรูปบรรจุไว้ แต่บางกระแสก็บอกว่าบรรจุแก้วแหวนเงินทองของมีค่าไว้ภายในเจดีย์ แต่ไม่ว่าเจดีย์ทั้ง ๓ องค์ จะบรรจุอะไรไว้ภายในก็ตาม หากแต่เจดีย์นั้นยังทรงคุณค่าทางด้านจิตใจของชาวพุทธตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และเจดีย์ที่เห็นตั้งตระหง่าน ณ เวลานี้นั้น ไม่ใช่ของเก่าดั้งเดิม แต่เป็นเจดีย์ที่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ เพราะของเดิมนั้นได้ถูกฟ้าผ่าเสียหายไปนานแล้ว

๘. รูปหล่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ลักษณะทรงบัลลังก์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพระแสงดาบ วัตถุประสงค์ในการจัดสร้างก็เพื่อเป็นการน้อมรำลึกนึกถึงในพระเกียรติประวัติ พระเกียรติยศ พระเกียรติคุณ ให้ปรากฎกับอนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป

เส้นทางการเดินทางสู่วัดในกลาง

จากตัวจังหวัดเพชรบุรี เส้นทางเข้าสู่ตำบลบ้านแหลม ๒ เส้นทาง คือ

๑. ถนนเพชรบุรี-บ้านแหลมฝั่งตะวันออก ถึงที่ว่าการอำเภอบ้านแหลม ระยะทาง ๑๒ กม.

๒. ถนนเพชรบุรี-บ้านแหลมฝั่งตะวันตก ถึงที่ว่าการอำเภอบ้านแหลม ระยะทาง ๑๔ กม.

หากเข้าตัวเมืองเพชรบุรีได้แล้ว การเดินทางสู่อำเภอบ้านแหลม เข้าวัดในกลางนั้นแสนง่าย หากท่านยังสงสัยในเรื่องเส้นทาง ก็สามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยังพระครูสิริวชิรธรรม เจ้าอาวาส หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘๖ – ๖๖๓๘๐๗๘

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *